November 30th, 2008

hitask คือ เว็บไซต์ที่หน้าที่เป็นระบบบริหารงานที่ต้องทำในแต่ละวัน ช่วยให้คุณจัดระเบียบสิ่งที่ต้องทำทั้งกับงานของคุณเอง และโปรเจกต์ที่ต้องร่วมทำกับเพื่อนร่วมงานด้วย และที่ขาดไม่ได้คือ การใช้งานที่ง่าย ฟรี และรองรับภาษาไทยได้เป็นอย่างดี

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
หน้าแรกของ hitask.com สีสันสดใส และดีไซน์เรียบง่าย
เริ่มต้นการทำงานจาก 3 คอลัมน์หลัก ปฏิทิน จดบันทึก และสนทนากับเพื่อน
ขั้นตอนการจดบันทึกงาน ที่ระบุวันเริ่ม-สิ้นสุด และพื้นที่ด้านล่างส่วนของ Complete ก็จะไว้แสดงงานที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว
หน้ารวมการแสดงรายการที่ต้องทำทั้งหมดในแต่ละวัน ทำให้เราจัดการชีวิตงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดเด่นอีกอย่างของ hitask คือการจัดกลุ่มงานด้วยการแยกตามสีสัน ทำให้ดูย้อนหลังได้ง่าย
แถบขวาสุดของหน้าจอคือพื้นที่สำหรับสนทนากับเพื่อน เราสามารถส่งรายการสิ่งที่ต้องทำไปให้เพื่อนด้วยการลากจากคอลัมน์กลางมาแปะไว้ที่กล่องแชตได้ทันที เพื่อนก็จะได้รับข้อความจากเรา
เราสามารถเข้าใช้งาน hitask ทางอื่นนอกเหนือจากบนเว็บไซต์ อาทิ บนโทรศัพท์มือถือ ไอโฟน หรือจากวิดจิท
ทุกคนบนโลกนี้ตระหนักดีว่า เรามีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราทุกคนมีความเสมอภาคกันทุกเชื้อชาติ และทุกภาษา ไม่ว่าคุณจะอยู่ ณ มุมใดของโลก นั่นคือ การที่เรามีเวลา 24 ชั่วโมงต่อวันเท่าๆ กัน

แต่สิ่งที่ทำให้คุณค่า และความสามารถของแต่ละคนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กลับเป็นความสามารถในการ “ใช้เวลา” ในแต่ละเสี้ยววินาทีของแต่ละวันให้คุ้มค่าต่างหากล่ะ หรือพูดให้ชัดจนลงไปก็คือ คุณมีความสามารถในการจัดสรรเวลา ไปกับแต่ละงานของคุณได้ถูกต้อง ถูกเวลามากน้อยแค่ไหน? เพราะประโยคสุดคลาสสิกที่ว่า “เวลาไม่เคยไหลย้อนกลับ…” มันยังคงเป็นอนิจจังอยู่เสมอ

ตัดสลับมากับสภาพสังคมเมืองท่ามกลางป่าคอนกรีตในทุกวันนี้ หลายคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า “มีงานล้นเหลือกว่าที่จะทำให้เสร็จภายวันเดียว” หรือ “งานเยอะเหลือเกินไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อน?!?” ผลที่ตามมาจากความรู้สึกนี้ก็ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการหลงลืมงานบางอย่าง การทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควรเพราะรีบเร่ง หรือแย่ที่สุดคือ ลืมทำงานสำคัญไปโดยไม่รู้ตัว!

ฉะนั้นคุณ “เดวิด อัลเลน” ผู้มีชื่อเสียงจากการเขียนหนังสือเรื่อง “ทำให้สำเร็จ” หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า “How to Get Things Done (GTD)” ได้เผยเคล็ดลับสำคัญให้กับมนุษย์บ้างานทุกคนเพื่อการพัฒนาตนเองในอีกขั้นหนึ่งว่า แทนที่เราจะจำสารพัดเรื่องในหัวสมอง ก็ควรเปลี่ยนมาเป็นการหา “ระบบ” ที่ใช้งานง่าย และเชื่อถือได้สำหรับเรียงลำดับความสำคัญของงานที่จะต้องทำในแต่ละวัน สุดท้ายหน้าที่ของเราก็เหลือแค่เพียงการตัดสินใจ และลงมือทำงานทีละอย่างในเวลาที่เหมาะสม

และวันนี้เราก็พร้อมจะแนะนำเว็บไซต์ที่จะทำหน้าที่เป็นระบบบริหารงานที่ต้องทำในแต่ละวันให้กับทุกวันทำงานของคุณ เพื่อประสิทธิภาพ ความราบรื่น และความสำเร็จในระดับสูงสุด

hitask.com คือ เว็บไซต์ที่หน้าที่เป็นระบบบริหารงานที่ต้องทำในแต่ละวันผ่านเว็บไซต์ โดยไม่ต้องลงโปรแกรมใดๆ (Web-based task management application) ช่วยให้คุณจัดระเบียบสิ่งที่ต้องทำทั้งกับงานของคุณเอง และโปรเจกต์ที่ต้องร่วมทำกับเพื่อนร่วมงานด้วย และที่ขาดไม่ได้คือ การใช้งานที่ง่าย ฟรี และรองรับภาษาไทยได้เป็นอย่างดี

เริ่มต้นอัปเกรดความไฮเทคให้กับตัวเองในการ “บันทึกสิ่งที่ต้องทำ (To-Do-List)” กับ Hitask แทนที่จะเป็นสมุดโน้ตเล่มเก่ากึ้กได้ตั้งแต่วันนี้

ขั้นตอนการใช้งาน

1. สมัครสมาชิกที่นี่

2. กรอกรายละเอียดสิ่งที่ต้องทำตามรายการต่างๆ อาทิ งาน (Tasks) ประชุม (Meeting) เตือน (Reminder) บันทึก (Note) วันเกิด (Birthday)

3. เชิญเพื่อนมาร่วมใช้รายการสิ่งที่ต้องทำด้วยกัน ทั้งแลกเปลี่ยน ส่งมอบงาน และประสานงานกัน


ทัวร์ 3 องค์ประกอบหลักของเว็บ hitask

เนื่องจากความเรียบง่ายในการออกแบบ มีเพียง 3 คอลัมน์แต่ทำงานสัมพันธ์กันทั้งหมด จึงทำให้เว็บ hitask มีการใช้งานที่เป็นระบบและง่ายเป็นเงาตามตัว

ด้านซ้ายจะเป็นปฏิทิน และ ตารางเวลาตลอดทั้ง 24 ชั่วโมงในแต่ละวัน คุณสามารถปรับเปลี่ยนรายการตามช่วงวันเวลาที่ต้องการได้ เพียงแค่ลากรายการขึ้น หรือลง ในช่วงเวลาที่ต้องการ

ตรงกลางจะเป็นส่วนของการเพิ่มรายการงานที่ต้องทำ โดยมีหมวดหมู่ของรายการต่างๆ ทั้ง 5 แบบ คือ งาน (Tasks) ประชุม (Meeting) เตือน (Reminder) บันทึก (Note) และ วันเกิด (Birthday)

แค่คลิกที่แถบรายการที่ต้องการ พิมพ์หัวข้อ รายละเอียด ระบุวันเวลา ที่จะต้องทำ รวมถึงป้ายชื่อ (Tag) สำหรับการค้นหาบันทึกในภายหลัง เมื่อคุณเพิ่มรายการใดๆ ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ก็จะมีการแสดงขึ้นที่ตารางเวลาใต้ปฏิทินทางซ้ายมือทันที

นอกจากนี้แล้วคุณยังสามารถกำหนดสีสันของรายการที่ต้องทำตามหมวดต่างๆ ที่คุณกำหนดขึ้นเองได้ เช่น สำหรับงานที่ออฟฟิศใช้สีฟ้า นัดเพื่อนๆ ใช้สีเขียว และงานพาร์ทไทม์ใช้สีเหลือง เป็นต้น และเมื่อคุณต้องการจะมาตรวจสอบงานหรือกำหนดงานที่ต้องทำของแต่ละกลุ่ม ก็เลือกที่ Group by : Color แล้วลากรายการที่ต้องทำไปวางตามกลุ่มที่คุณต้องการ

ส่วนทางคอลัมน์ขวามือ จะเป็นพื้นที่สำหรับการทำงานร่วมกับผู้อื่น หากสมัครใช้บริการ hitask แบบฟรี คุณสามารถเชิญเพื่อนมาร่วมบันทึกและแบ่งปันรายการสิ่งที่ต้องทำด้วยกันได้ 3 คน โดยคลิกที่ “Find or invite people” เพียงกรอกอีเมลเพื่อน เพื่อนก็จะได้รับเมลเชิญจาก hitask

และทันทีที่เพื่อนสมัครสมาชิกเสร็จ ก็จะมีรายชื่อเพื่อนอยู่ใน My Team ได้โดยอัตโนมัติ และเมื่อเราคลิกชื่อเพื่อนก็เริ่มต้นการสนทนา และ ส่งมอบงานได้ทันที สำหรับการส่งมอบงานก็แค่คลิกที่ไอค่อนของรายการที่ต้องทำส่วนใดก็ได้แล้วลากมายังกล่องแชตของเพื่อนคนนั้น หรือจะใช้คำว่า “โยนงานให้” ก็ไม่ผิดนัก จากนั้นเพื่อนก็จะได้รับรายละเอียดเกี่ยวกับงานนั้นๆ ได้ทันที

อย่างไรก็ดีคุณสามารถเดินทัวร์ความสามารถทั้งหมดของ hitask ได้ที่นี่ (มีภาพประกอบชัดเจน)

ปรับแต่งการใช้งาน hitask ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ

ที่เมนู Setting จะมีไว้สำหรับการปรับแต่งการใช้งาน hitask เช่น ที่เมนู Date and Time มีไว้สำหรับปรับวันเวลา เช่น การเริ่มต้นสัปดาห์ และแบบแผนวันที่ (วัน/เดือน/ปี)  ส่วนเมนู Reminders มีไว้สำหรับปรับตั้งการเตือนงานที่ต้องทำผ่านอีเมลอีกทอดหนึ่งได้ หรือหากต้องการอัพเกรดบัญชีผู้ใช้ hitask ของตัวเองก็เข้าไปที่ My HiTask Account > คลิกปุ่ม Buy Now!

ใช้งาน hitask ทุกที่ทุกเวลาผ่านมือถือ

ถือเป็นความสามารถจำเป็นขั้นพื้นฐานที่นักพัฒนาโปรแกรมบนเว็บไซต์จะต้องคำนึงถึง คือการใช้งานบริการของตนผ่านโทรศัพท์มือถือ

ซึ่ง hitask ก็ได้ทำการบ้านในส่วนนี้มาเป็นอย่างดี คือ สามารถใช้งาน hitask ได้ทั้งบนโทรศัพท์มือถือทั่วไป (m.hitask.com) และกับไอโฟน (i.hitask.com) อีกทั้งยังแผ่อิทธิพล hitask ไปถึงวิดจิทบนจอคอมพิวเตอร์อย่าง iGoogle, และโปรแกรมวิดจิทบนเครื่องวินโดวส์ วิสต้า และ คอมพิวเตอร์แมคอินทอชด้วย คลิกดูรายละเอียดได้ที่นี่

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ hitask เว็บไซต์จัดการชีวิตการทำงานแบบออนไลน์สีสันลูกกวาดนี้จะเปิดให้ใช้บริการฟรี แต่ก็มีข้อจำกัด คือ การจำกัดเพื่อร่วมงานที่เข้ามาร่วมใช้งาน hitask แค่ 3 คน และจำกัดให้เพิ่มงานได้เพียง 99 งาน รวมถึงมีแถบโฆษณาจากกูเกิลติดมาด้วย ถึงแม้จะดูไม่เกะกะนักก็ตาม

และ ถ้าหากคุณใช้บริการ hitask จนติดใจก็สามารถอัพเกรดบัญชีผู้ใช้ได้ 2 แบบ คือ แบบพรีเมียม ราคา 19 เหรียญ/ปี  (650 บาท) และสำหรับภาคธุรกิจ 106 เหรียญ/ปี (3600 บาท) ดูรายละเอียดที่นี่

ถ้าคุณหวังถึงโบนัสก้อนโตในปีหน้า การเลื่อนสี่ขั้นโดยไม่ได้คาดหมาย หรือการได้เป็นนายคนก่อนสิ้นปี ยังมีเวลาเหลือพอที่จะเริ่มต้น “การจัดการชีวิตอย่างเป็นระบบ” เว้นเสียแต่ว่า คุณเองจะเลื่อน “การจัดลำดับสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน” ไว้สำหรับวันถัดไป!


ข้อดี

* สามารถเปลี่ยนแปลง เรียงลำดับรายการที่ต้องทำได้โดยง่าย เพียงแค่ลากและวางรายการต่างๆ ไปยังตำแหน่งต่างๆ ของเว็บ (Drag and Drop)

* สามารถใช้งานภาษาไทยได้อย่างดีทุกฟีเจอร์

* ทุกครั้งที่แก้ไขรายการที่ต้องทำใด ๆจะมีการเก็บประวัติไว้ พร้อมวันเวลาอย่างละเอียด โดยคลิกเข้าไปในรายละเอียดของแต่ละรายการ และกด Show History

* สามารถดึงเนื้อหางานที่เราแพลนเอาไว้ไปใส่ที่ outlook อ่านทาง RSS Feed หรือ ปริ้นท์ออกมาได้

ข้อเสีย

* ระบบแชตไม่เรียลไทม์เหมือนเล่นโปรแกรมสนทนาแบบทันทีแบบ MSN แต่จะใช้สำหรับการบอกกล่าวมากว่าที่จะสนทนาจริงจัง อีกทั้งจะต้องคุยได้รายคน ไม่สามารถคุยเป็นกลุ่มได้ และไม่สามารถส่งไฟล์ให้กันได้

* ยังไม่มีเมนูภาษาไทยในขณะนี้ แต่ก็ใช้ภาษาอังกฤษง่าย ๆ และเป็นแบบที่คุณคุ้นเคย จึงไม่ต่างไปจากการใช้โปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ดในรูปแบบภาษาอังกฤษที่คุณใช้อยู่ทุกวัน

Posted in Graphics | No Comments »
November 30th, 2008

ยุคสมัยนี้เทรนด์ของกล้อง ‘DSLR’ ค่อนข้างมาแรง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะราคาที่ลดลงจนสามารถจับต้องได้มากขึ้น ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายรุ่นในท้องตลาด ตั้งแต่รุ่นเบสิก(เล็กสุด) ยันรุ่นโปรฯ(ใหญ่สุด) แต่ถ้าหากสังเกตกันให้ลึกเข้าไปอีก จะสามารถรับรู้อีกหนึ่งสิ่งที่กำลังเข้ามาสู่กล้องดิจิตอลชนิดนี้ นั่นคือ ฟังก์ชันการถ่ายภาพเคลื่อนไหว หรือที่รู้จักกันในนามกล้องบันทึกวิดีโอ ซึ่งได้นำมารวมไว้กับกล้องถ่ายภาพนิ่งได้อย่างลงตัว และที่สำคัญคุณภาพที่ได้เป็นแบบ Full HD

หัวใจสำคัญของกล้องทุกตัวอยู่ที่เซ็นเซอร์รับภาพ เช่นเดียวกับ “EOS 5D Mark II” ที่ใช้เซ็นเซอร์รับภาพ CMOS ขนาดเทียบเท่าฟิล์ม 35 มม. หรือฟูลเฟรม 36 x 24 มม. โดยใช้การประมวลผลภาพแบบ DIGIC 4 ทำให้ภาพที่ได้ออกมานั้นมีรายละเอียดชัดเจน รวมถึงมีสัญญาณรบกวนที่ต่ำ (noise) อีกทั้งยังมาพร้อมความละเอียดที่สูงถึง 21.1 ล้านพิกเซล ทำให้ไม่ต้องบรรยายเรื่องความคมชัดและคุณภาพของภาพมากนัก หากใครยังนึกภาพที่จะได้จากการถ่ายของกล้องตัวนี้ไม่ออก ให้ลองจินตนาการถึงภาพที่ถ่ายด้วยกล้องฟิล์มดู

แน่นอนเมื่อมีฟูลเฟรมที่ดีที่สุดการนำไปประยุกต์ใช้งานด้านต่างๆนั้น ย่อมมีตัวเลือกที่ค่อนข้างหลากหลาย ซึ่งเจ้า “EOS 5D Mark II” ก็ได้ติดหมัดเด็ดอย่างการบันทึกภาพเคลื่อนไหวมาพร้อมกับเครื่องด้วย ซึ่งคุณภาพที่ได้ในการถ่ายภาพวิดีโอนั้นเป็นแบบ ‘Full HD’ โดยขนาดไฟล์วิดีโอมีให้เลือกใช้อยู่ 2 ชนิด คือ 1920 x 1080 (Full HD) กับ 640 x 480 (SD) ส่วนเวลาในการบันทึกวิดีโอแบบต่อเนื่องนั้นข้อมูลจากทางแคนอนบอกไว้ว่า Full HD ใช้งานได้ประมาณ 12 นาที, SD ประมาณ 24 นาที (ใช้เมมโมรี่การ์ด 4 GBในการทดสอบ)

การตั้งค่าความไวแสง (ISO) สามารถตั้งค่าได้ตั้งแต่ 100 ถึง 6400 และยังสามารถขยายค่าความไวแสง 50 ถึง ISO 25600 ได้อีกด้วย ทำให้ครอบคลุมการใช้งานทุกรูปแบบ ไม่ต้องกังวลมากมายเมื่อหยิบกล้องขึ้นมาลั่นชัตเตอร์ในแต่ละสภาพแสง จอแสดงผลที่ให้มามีขนาด 3 นิ้วที่ให้ความละเอียดระดับ VGA ถึง 920,000 พิกเซล รองรับไฟล์ภาพแบบ JPEG, RAW (แสดงสีได้ 14-bit) หรือจะบันทึกไฟล์แบบ RAW+JPEG ก็สามารถทำได้ ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องอยู่ที่ 3.9 ภาพ/วินาที ช่องเชื่อมต่อมีให้เลือกใช้ครบครันทั้งพอร์ต USB, Audio/video และHDMI นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ส่งภาพไร้สายอย่าง WFT-E4 WiFi

ตัวกล้องมีขนาด 152 x 113.5 x 75 มม. (กว้าง x สูง x ลึก) น้ำหนักประมาณ 810 กรัม (ไม่รวมแบตฯ) ใช้พลังงานแบตเตอรี่แบบ แพค LP-E6 1800 mAh 7.2 V DC ใช้เวลาชาร์จไฟประมาณ 2.5 ชั่วโมง ไม่มีแฟลชในตัว ต้องใช้แฟลชภายนอกตระกูล EX-series Speedlites การบันทึกภาพใช้เมมโมรี่การ์ด Type I หรือ II CF รองรับ UDMA มีระบบกำจัดฝุ่นและป้องกันฝุ่นจับหน้าเซ็นเซอร์ภาพ เมื่อเปิดกล้อง ระบบ Self Cleaning Sensor Unit จะสั่นสะเทือน ทำให้ฝุ่นที่เกาะอยู่หน้าเซ็นเซอร์รับภาพ (CMOS) หลุดออกไป

ข้อมูลจากแคนนอนระบุว่า ตัวกล้องสามารถกันน้ำและความชื้นได้ จึงทำให้ถ่ายภาพได้แม้ในขณะที่ฝนกำลังตกอยู่ ซึ่ง “Canon EOS 5D Mark II” มีวางจำหน่ายแล้วที่ประเทศจีนราคาอยู่ที่ 2,900 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 102,000 บาท) ส่วนประเทศญี่ปุ่นจะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 29 พ.ย. นี้ สำหรับประเทศไทยมีข่าวแว่วมาว่าอาจจะนำเข้ามาสิ้นปีนี้ประมาณ 300 ตัว

คุณสมบัติทั่วไปของกล้อง Canon EOS 5D Mark II

ความละเอียด (Effective pixels) 21.10 ล้านพิกเซล
ความละเอียดสูงสุด (Max res.) 5616 x 3744
เซ็นเซอร์รับภาพ (Sensor) CMOS ขนาด 36 x 24 มม. อัตราส่วน 3:2
การประมวลผลภาพ แบบ DIGIC 4
ขนาด LCD 3.0 นิ้ว (TFT LCD 920,000 พิกเซล)
ช่องมองภาพ (View Finder) ชนิดเพนทาปริซึม มองเห็นภาพ 98% อัตราขยาย 0.71 เท่า
ระยะซูม (Zoom) ขึ้นอยู่กับชนิดของเลนส์
เลนส์(Lens) Canon EF (ยกเว้นเลนส์ EF-S)
ความเร็วชัตเตอร์(Shutter) 30 - 1/8000 วินาที / bulb
ค่าความไวแสง (ISO rating) 100 - 6400 (Auto: ISO 100 - 3200) ขยายได้เป็น ISO 50 - 25600
ระยะโฟกัสปกติ (Normal focus range) ขึ้นอยู่กับชนิดของเลนส์
ระยะมาโคร (Macro focus range) ขึ้นอยู่กับชนิดของเลนส์
การชดเชยแสง (Exposure compensation) +/-2 stops
ระบบวัดแสง (Metering) Evaluative metering วัดแสงที่เซ็นเซอร์ภาพ (still photos) / Center-weighted average metering (movies)
ตั้งเวลาถ่ายภาพ (Self-timer) 10 / 2 วินาที
ถ่ายภาพต่อเนื่อง (Continuous Drive) 3.9 เฟรม/วินาที
ถ่ายภาพเคลื่อนไหว (Movie Clips) มี Movie MOV (Video: H.264, Audio: Linear PCM)
แฟลชภายใน (Built-in Flash) ไม่มีแฟลชในตัว
ช่องต่อแฟลชภายนอก (External flash) มี (ใช้ตระกูล EX-series Speedlites)
ระบบแฟลช (Flash modes) E-TTL II autoflash
ไฟล์ภาพ (Compressed format) JPEG, RAW (แสดงสีได้ 14-bit) บันทึกไฟล์แบบ RAW+JPEG ได้
ระดับคุณภาพ (Quality Levels) Large : ประมาณ 21.00 ล้านพิกเซล (5616 x 3744)
Medium : ประมาณ 11.10 ล้านพิกเซล (4080 x 2720)
Small : ประมาณ 5.20 ล้านพิกเซล (2784 x 1856)
RAW : ประมาณ 21.00 ล้านพิกเซล (5616 x 3744)
sRAW1 : ประมาณ 10.00 ล้านพิกเซล (3861 x 2574)
sRAW2 : ประมาณ 5.20 ล้านพิกเซล (2784 x 1856)
ขนาด (Dimensions) 152 x 114 x 75 มม.(กว้าง x สูง x ลึก)
น้ำหนัก (Weight) 810 กรัม (ไม่รวมแบตฯ)
จุดเด่น-คุณสมบัติพิเศษ (Feature) ถ่ายวิดีโอพร้อมเสียงแบบ Full HD (Video: H.264, Audio: Linear PCM)
พร้อมอุปกรณ์การเชื่อมต่อในตัวครบครัน Hi-Speed USB, Audio/video output 3.5mm , stereo mini jack, HDMI mini และระบบส่งภาพไร้สายใช้ร่วมกับ Wireless File Transmitter WFT-E4/E4A
ระบบกันสั่น (stabilization) มี
Video out มี (Audio/video output 3.5mm), stereo mini jack (NTSC/PAL), HDMI mini
รูปแบบหน่วยความจำ (Storage types) เมมโมรี่การ์ด Type I หรือ II CF, รองรับ UDMA
แบตเตอรี่(Battery) LP-E6 1800 mAh 7.2 V DC

ขอบคุณภาพจาก Dpreview, CNET

Company Related Links :
Canon

Posted in Graphics | No Comments »
November 26th, 2008

USB 3.0 มาแล้ว!

ในที่สุดเวลาแห่งการรอคอยก็สิ้นสุดลง หลังจากร่างแบบและถกเถียงกันมานาน วันนี้ USB 3 ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วครับ โดยอุปกรณ์ USB 3.0 หรือ SuperSpeed USB (USB 2.0 คือ Hi-Speed USB) จะมีความสามารถหลักๆ คือ

  • เร็วกว่า USB 2.0 10 เท่า (ทางทฤษฏีได้ถึง 5 Gb/s)
  • มีสายสำหรับข้อมูลโดยเฉพาะ 4 เส้น (USB 2.0 มีสายข้อมูล 2 เส้น สายไฟ 2 เส้น) และเพื่อให้สนับสนุนมาตรฐานเก่าด้วยทำให้ต้องคงสายเก่าไว้ด้วย
  • ขั้วต่อสำหรับสายที่เพิ่มขึ้นมาจะซ่อนอยู่ลึกกว่าเดิม ทำให้เสียบกับพอร์ตเก่าของ USB 2.0 ได้
  • สำหรับขั้วต่อแบบ Micro USB จะยืดขึ้นกว่าเดิม (ดูรูปประกอบ)
  • ปรับปรุงด้านการใช้พลังงาน สามารถจ่ายไฟได้หลายระดับมากขึ้น
  • สนับสนุนการทำงานร่วมกับ USB 2.0เพื่อให้ไม่งง พลาสติกข้างในจะเป็นสีฟ้า (ดูรูปประกอบ) และหัวต่อนอกจากสัญลักษณ์ USB แล้วจะมีอักษร SS ด้วย
    (ใครสนใจอ่านรายละเอียดทางเทคนิคฉบับเต็มสามารถดาวน์โหลดเอกสาร (หนากว่า 500 หน้า) ได้จากที่นี่ครับ)

    โดยคาดการณ์ว่าคอนโทรลเลอร์จะออกมาอย่างเร็วที่สุดปลายปีหน้า และอุปกรณ์ต่างๆ จะออกสู่ผู้ใช้ในปี 2010 โดยอุปกรณ์แรกๆ ที่จะได้ใช้คืออุปกรณ์เก็บข้อมูลเป็นหลักเช่นแฟลชไดรว์ ฮาร์ดดิสก์ เครื่องเล่นเพลงแบบพกพา กล้องถ่ายรูปและกล้องวิดีโอดิจิตอล

  • Posted in Graphics | No Comments »
  • Webboard

  • Pages

  • Recent Posts

  • Ads